Friday, September 6, 2013

วิธีขจัดอาการขี้หึงด้วยตัวเอง




ไม่รู้เป็นยังไง แค่เห็นหวานใจทักทายหญิงอื่นก็หงุดหงิด อยากพุ่งเข้าไปฉีกอกนังนั่นให้หายแค้น แบบนี้เขาเรียกว่า อาการขี้หึงจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าไม่รีบระงับอาการสติแตกเช่นนี้ เขาอาจเบื่อหน่ายจนหันไปสนใจสาวอื่นจริงๆ...ไม่รู้ด้วยนะ

วิธีขจัดอาการขี้หึงด้วยตัวเอง
 
1.ค้นหาสาเหตุ
พยายามค้นหาสาเหตุให้ได้ว่า อาการขี้หึงจนหน้ามืดหูอื้อนี้มาจากไหน ซึ่งตามปกติมักมาจากปมเหล่านี้ เช่น ความรู้สึกไม่มั่นคง มีวัยเด็กที่ไม่ค่อยดีนัก มีปมปัญหาชีวิตในอดีต หรือตัวเราเองเป็นคนที่ชอบนอกใจจนนึกว่าคนอื่นก็คงไม่ซื่อสัตย์เช่นกัน ทำให้เกิดอาการหวาดระแวงซึ่งเป็นบ่อเกิดของความหึงหวง ถ้ายังมองตัวเองไม่ออก ขอให้ทำใจเย็นค่อยๆคิดพิจารณา โดยอาจใช้ปัญหาของเพื่อนที่ถูกแฟนนอกใจมาวิเคราะห์เป็นตัวอย่าง ถ้ายังมองไม่ออกอีก คงต้องพึ่งมืออาชีพอย่างนักจิตวิทยาแล้วละ 

2.นับถือตัวเอง
ยิ่งเรานับถือตัวเองและเชื่อมั่นในตัวเองมากเท่าไร การที่เราจะเอาสมองไปคิดว่าแฟนเราจะนอกใจแอบไปเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่น ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น จงเชื่อในตัวเอง อย่ามัวแต่คิดว่า ฉันสวยไม่พอ ฉันเก่งไม่พอ แฟนฉันต้องแอบไปเจ๊าะแจ๊ะสาวอื่นแก้ขัด เขามาเป็นแฟนเรา นั่นแสดงว่า เขาย่อมต้องรักเราในแบบที่เราเป็นมาตั้งแต่แรกแล้ว อย่ามัวแต่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับเขา ความจริงน่าจะมองในทางกลับกันบ้างว่า เขานั่นแหละที่ดีพอสำหรับเราหรือเปล่า 

3.เปลี่ยนพฤติกรรม
เทคนิคนี้เป็นของนักจิตวิทยาจากเมืองนอกเมืองนา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาการหึงหวงโดยเฉพาะ วิธีนี้อาจฟังดูยาก ใช้เวลามากและประดักประเดิดชอบกล แต่รับรองว่าได้ผลชะงัด เพราะเคยมีคนลองแล้วสามารถแก้ไขลดอาการหึงหวงให้น้อยลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

หลักง่าย ๆ คือต้องใช้เทคนิคนี้ทุกครั้งที่มีอารมณ์หึงหวง ต้องซื่อสัตย์เคร่งครัดโดยไม่มีข้อยกเว้น อาจต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับว่าความหึงหวงนั้นรุนแรงแค่ไหน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราต้องเหน็บปากกากระดาษติดตัวไม่ว่าจะไปที่ไหน และอาจต้องคอยหลบเข้าห้องน้ำนับสิบครั้งระหว่างอยู่ในงานปาร์ตี้ แต่ถ้าต้องการลดความหึงหวงไม่ให้มาคอยรบกวนจิตใจจริงๆ ทำแค่นี้คงไม่หนักหนาอะไรหรอก จริงไหมคะ 

หากเราและเขายังรักกันดีอยู่ ก็ควรบอกเขาไปว่าเรากำลังอยู่ในขั้นตอนบำบัดอาการอันไม่พึงประสงค์นี้ ถ้าเขารักเราจริง เขาย่อมต้องการให้ปัญหานี้ลุล่วงมากพอ ๆ กับเรา ดีไม่ดีอาจมากกว่าเราด้วยซ้ำ เขาจะคอยให้กำลังใจและเป็นห่วงเป็นใยเมื่อเห็นเราหายตัวไปในระหว่างดำเนิน การบำบัด ซึ่งเรื่องนี้เราอาจต้องบอกเพื่อนที่ซี้กันจริงๆด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น เรากำลังทำอะไรอยู่ เดี๋ยวเพื่อนจะตกใจว่าเราหายไปไหนระหว่างที่ออกไปเที่ยวด้วยกัน แต่ควรจะบอกเพื่อนแค่คนเดียวเท่านั้น เลือกที่สนิทกันจริงๆ เพราะถ้าบอกหลายคนเพื่อนอาจเอาไปแซวกระเซ้าเย้าแหย่เห็นเป็นเรื่องตลก จนเราอับอายและหมดกำลังใจที่จะบำบัดตัวเองต่อไป 

เขียนทุกอย่างในความรู้สึก
ทุก ครั้งที่เกิดอารมณ์หึงหวงคุกรุ่น เขียนลงกระดาษทันที และใส่คะแนนด้วยว่า ความหึงหวงนั้นเข้มข้นแค่ไหน คะแนนเต็มไม่เกินสิบก็พอ เช่น แฟนฉันกำลังคุยเจ๊าะแจ๊ะกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหลังร้าน

ถัดจากประโยคแรก เขียนเหตุผลที่ทำให้เราหึงลงไปให้หมด แจกแจงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
  • เขาคุยกับหล่อนนานเกินไป...นานเกินความจำเป็นเสียแล้ว
  • เขายิ้มให้หล่อน
  • เขามองหล่อนด้วยสายตา แบบนั้น
  • หล่อนสวยเร้าใจ และเป็นแบบที่เขาชอบเสียด้วย
  • ทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับหล่อนทำหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างไรก็ไม่รู้ ทำเหมือนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ท่าทางสงสารเห็นใจเราเต็มที่
ดูแล้วอาจเหมือนเราเป็นคนปัญญาอ่อน ให้มานั่งเขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องเขียน เขียนเสร็จแล้วให้รอเฉย ๆ สักสองนาทีหรือนานกว่านั้นเพื่อดูว่าตัวเราเองหงุดหงิดงุ่นง่านมากน้อยแค่ ไหน นี่จะเป็นตัวชี้ให้เห็นดีกรีความขี้หึงของเรา 

แจกแจงคำอธิบายถึงเหตุผลแต่ละข้อ
เมื่อเขียนเหตุผลของความหึงหวงเสร็จแล้ว ควรนั่งสงบจิตใจให้อารมณ์เย็นลงสักสองสามนาที หายใจเข้าลึกๆ เตือนตัวเองว่าครั้งล่าสุดที่แสดงอาการหึงหวงนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นลองบังคับตัวเองให้หาคำอธิบายในเหตุผลแต่ละข้อ และต้องเป็นคำอธิบายในด้านดีด้วย ถึงแม้ว่าในใจจะร่ำร้องว่า ไม่จริ๊งไม่จริง ฉันไม่เชื่อก็เถอะ
  • เขาคุยกับหล่อนนานเกินไป เราคิดไปเองมากกว่ามั้ง ความจริงแค่ทักทายไม่กี่นาทีเท่านั้น
  • เขายิ้มให้หล่อน แฟนเราเป็นคนสุภาพและเป็นมิตร ถ้าเป็นเราก็คงยิ้มให้คนอื่นในสถานการณ์แบบนี้เหมือนกันแหละ
  • เขามองหล่อนด้วยสายตา แบบนั้น” – เขาแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้ๆ นี่เราแปลความหมายเป็น สายตาแบบนั้นได้ยังไงเนี่ย   อย่าหยุดเขียนจนกว่าจะแจกแจงคำอธิบายในแง่ดีได้ครบทุกข้อ
ย้อนทบทวน
เขียน เสร็จแล้ว ลองมานั่งอ่านทบทวนสิ่งที่เขียน เน้นตรงคำอธิบายในแง่ดีทั้งหลายแหล่ที่เราได้พยายามเค้นความรู้สึกเขียนออก มา ในระหว่างที่เราทบทวนอยู่นี้ ความโกรธความหึงหวงทั้งหลายทั้งปวงจะค่อย ๆ บรรเทาเบาบางลง แทนที่จะไปอาละวาดเอากับแฟนเหมือนที่เคยทำ ก็กลายเป็นว่าเราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่โกรธจนหูอื้อหน้ามืดแล้วไปวีนแตกเหมือนเมื่อก่อน 

กลับไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์
ถ้า เราต้องทำเป็นไม่สนใจแฟนที่กำลังคุยกับสาวอื่น หรือต้องทำเมินมองไปทางอื่น อารมณ์จึงจะสงบลงได้ก็ควรทำซะ ถ้าแฟนกลับมาแล้วถามว่าเราหายไปไหนมาตั้งนาน ก็ให้ตอบเขาไปตรงๆว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ แอบไปนั่งเขียนที่ไหน ถ้าเขาจับมือเราบีบเพื่อให้กำลังใจก็ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ แม้ว่าในใจอยากลุกขึ้นไปตบนังนั่นให้สาแก่ใจ ก็ต้องวางเฉยเสีย พยายามฝืนยิ้มออกมาให้ได้ เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้คิดอะไร แล้วรีบหาเรื่องอื่นคุยทันที 

ในกรณีที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
ขนาดหลบไปเขียนลงกระดาษแล้วยังไม่หายหงุดหงิด ก็ขอให้ไปทำซ้ำ ถ้ายังไม่เวิร์คควรกลับบ้านไปเลย ก่อนที่จะวีนแตกออกมาให้เสียกิริยา จะกลับบ้านเองหรือกลับกับแฟนก็แล้วแต่ แล้วไปนั่งเขียนที่บ้านใหม่ ถ้าเราเป็นคนที่ขี้หึงสุด ๆ การบำบัดด้วยวิธีนี้จะได้ผลช้ามาก แค่ 2-3 อาทิตย์ แทบไม่เห็นผล ต้องใช้เวลาเป็นเดือนขึ้นไปถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน บางรายต้องใช้เวลาสามเดือนเต็มๆอาการขี้หึงจึงหายสนิท 

เคล็ดลับของการบำบัดด้วยตัวเองแบบนี้ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ถ้ายังไม่เวิร์คก็ต้องทำซ้ำๆไปเรื่อยๆ รู้สึกอย่างไร คิดอะไร มีเหตุผลอะไรเขียนลงไป แม้ต้องใช้เวลานานก็ต้องทำต่อไปอย่าท้ออย่าหยุด อย่ายอมพ่ายแพ้ต่อความหึงหวง ถ้าอยากให้ความรักครั้งนี้อยู่กับเราให้นานๆ ก็ควรทำตัวให้เขาอยากอยู่ใกล้ๆ ถ้าเราเป็นสาวน่ารักอารมณ์ดี ยิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่หน้างอเป็นตะบักตะบวย เอาแต่หวาดระแวงตามจิกเขาตลอดเวลา รับรองว่าเขาจะไม่เหลียวแลผู้หญิงอื่นแน่นอน

แหล่งที่มา  http://atcloud.com/stories/46035, http://www.lovepattaya.com/default.asp

Saturday, August 31, 2013

10 กิจกรรม ทำให้หายเศร้า เมื่อรักร้าว




 นี่คือตัวอย่างกิจกรรมที่เราคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้ ไม่เฉพาะแต่ในยามรักร้าวเท่านั้น แม้แต่ในยามที่จิตใจหดหู่ กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็อาจจะมีส่วนช่วยให้คุณก้าวพ้นจากช่วงเวลายากลำบากได้
 
1. ร้องคาราโอเกะ 

          ไม่มีอะไรจะปลดปล่อยความรู้สึกล้นทะลักในใจคุณได้เท่ากับการได้แหกปากตะโกนดังๆ ยิ่งร็อคเท่าไหร่ยิ่งดี แต่อย่าร้องว่าจะรัก รักเธอตลอดไป เพราะอาจจะไปกันใหญ่ แต่ถ้าคุณเป็นบุคคลประเภทหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ก็ร้องมันไปเลย เพลงที่คุณชอบฟังด้วยกัน สมัยยังรักกันหวานซึ้ง ให้บ่อน้ำตามันทะลักออกมา จนคุณเลิกร้องไปเอง

2. แดนซ์กระจาย 

          ในภาวะขั้นต้นที่ยังช็อกอยู่ เราขอแนะนำว่า ให้ไปผับและแดนซ์กระจายเท่านั้น ถอดภาพคุณหนูขี้อายที่ได้แต่นั่งเคาะนิ้วเวลาเพื่อนในกลุ่มเต้นกัน แล้วออกไปกลางฟลอร์ เต้นท่าบ้าบอแค่ไหนก็เต้นไปเถอะ ใครจะไปรู้ คุณอาจจะได้พบกับพรสวรรค์เท้าไฟที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณมานานแสนนานก็ได้

3. ว่ายน้ำ 

          ถ้าตอนนี้คุณเริ่มรู้สึกนิ่งขึ้น อยากลองตรึกตรองกับเรื่องราวที่ผ่านมา การว่ายน้ำท่าสบายๆ อย่างท่ากบ ท่ากรรเชียง พร้อมกับปล่อยใจล่องลอยไปกับสายน้ำที่มากระทบกายเบาๆ อาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรขึ้นมาได้ หรือถ้าหากยังอยู่ในขั้นโคม่า การว่ายน้ำก็ยังช่วยได้ เพราะคุณจะต้องเพ่งสมาธิไปที่การว่ายน้ำแทนที่จะจมดิ่งไปกับความทุกข์ ท่าที่ขอแนะนำในระยะนี้น่าจะเป็นท่าที่ใช้พลังมากขึ้นอย่าง ท่าฟรีสไตล์ ท่าผีเสื้อ ว่ายเสร็จแล้วกลับบ้านนอนสลบ ไม่ทันได้ร้องไห้ก่อนนอนเหมือนทุกคืน

4. ซาวน่าและนอนแช่อ่างจากุชชี่ 

          การซาวน่าและนอนแช่อ่างจากุชชี่เป็นกิจกรรมที่มาคู่กันอยู่แล้ว ไอร้อนจากซาวน่า นอกจากจะทำให้เหงื่อหยดติ๋งๆ อุณหภูมิอันคุกรุ่นภายในตู้เล็กๆ ยังทำให้คุณร้อนจนลืมอกหักไปเลย หรือถ้าอยากจะร้องไห้ในห้องซาวน่าก็ไม่มีใครว่า ร้องจนสะใจ แล้วขอเชิญออกมานอนแช่ในอ่างจากุชชี่สบายๆ คุณจะรู้สึกสะใจเล็กๆ กับความร้อนจัด แล้วเปลี่ยนมาเย็นจัด ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และดีท็อกซ์จิตใจตัวเองได้โดยไม่รู้ตัว

5. ทำอาหาร 

          กิจกรรม นี้ถ้าไม่เคยทำ ต้องลองให้ได้ เพราะสนุกตั้งแต่เริ่มคิดเมนู เลือกของในซูเปอร์มาร์เก็ต กลับมาบ้านหั่นผัก หั่นเนื้อ ทำเองทุกอย่าง จนกระทั่งเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นก็ไปเรียกขาประจำในครอบครัว พ่อแม่พี่น้องมานั่งชิม แบ่งให้คนบ้านใกล้เรือนเคียงชิมให้หมด แต่สิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่งของข้อนี้คือ ห้ามทำอาหารเด็ดขาด หากว่าคุณอยู่คนเดียว เพราะทำไปก็เท่านั้น เผลอๆ จะยิ่งจ๋อยเข้าไปใหญ่ เมื่อเห็นผลงานที่คุณประดิดประดอยทำอยู่ 5 ชั่วโมง แต่มีคุณนั่งดินเนอร์หงอยๆ อยู่คนเดียว 

6. งานฝีมือ 

          อย่าเพิ่งดูถูกกันสำหรับข้อนี้ และอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นงานอดิเรกสำหรับแม่บ้านวัยกลางคน เดี๋ยวนี้มีสาวๆ รุ่นใหม่ หันมาให้ความสนใจกับการประดิษฐ์งานฝีมือง่ายๆ แบบที่เรียกว่า Do it Yourself กันเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นถักนิตติ้ง ทำตุ๊กตา ถักโครเชต์ หรือทำกระเป๋าใบเล็กๆ ใช้เอง ล้วน แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมาธิและทำให้คุณจดจ่ออยู่กับงานสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยให้คุณภูมิใจ เมื่อทำสำเร็จจนกระทั่งลืมไปเลยว่าอกหักอยู่ 

7. ทำงานศิลปะ 

          หลาย คนคงเคยมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากวาดรูปเป็น หรือมีผลงานถ้วยกาแฟน่ารักๆ เป็นของตัวเองบ้าง เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่เลวนักสำหรับการเริ่มต้นทำในสิ่งที่คุณเคยฝัน เอาไว้ และการที่ต้องตั้งใจแต้มสีสวยๆ บนผ้าใบ หรือการเปลี่ยนก้อนดินธรรมดาให้เป็นแก้วสักใบนั้น ต้องใช้สมาธิและการฝึกฝนอย่างสูง ซึ่งตอนนี้ คุณมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งเวลาและความมุ่งมั่น เพื่อจะถอนตัวเองออกจากความหมกมุ่นทั้งหลายทั้งปวงและได้ฝึกจิตให้อยู่กับ ปัจจุบัน แถมยังได้ผลงานศิลปะสวยๆ ไปฝากเพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวอีก 

8. เรียนภาษาใหม่ๆ 

          ได้เวลาแล้วที่จะทำอย่างที่เคยคิด นั่นก็คือ การเรียนภาษาใหม่ๆ เพราะการเรียนภาษาเป็นหนึ่งในห้าอย่างที่คนทั่วไปมักจะนึกถึง เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากทำในชีวิตและยังไม่ได้ทำเสียที ถ้าอย่างนั้นมัวเสียเวลารออะไรอยู่ 

9. ปฏิบัติธรรม 

          หลังจากที่ผ่านกิจกรรมมาหลากหลาย ณ ตอนนี้ คุณอาจจะอยากศึกษา จิตใจของคุณจริงๆ การปฏิบัติธรรมทั้งฟังเทศน์ และการฝึกวิปัสสนาช่วยได้ในขั้นนี้ เหมือนที่พระท่านมักจะบอกอยู่เสมอว่า คนเราถ้าไม่มีทุกข์ ก็ไม่เคยคิดถึงธรรมะ ในเวลานี้ลองพลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการหาเวลาประมาณ 5-10 วันไปปฏิบัติธรรม เพื่อดีท็อกซ์จิตใจของคุณ 

10. ทำงานอาสาสมัคร 

          การ เรียนรู้ที่จะให้เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี หลังผ่านมรสุมอันเลวร้ายและหลุดพ้นมันมาได้ การให้จึงเป็นสิ่งที่คุณควรจะทำ คุณสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ด้วยการเก็บข้าวของในบ้านที่ไม่ใช้แล้วไปบริจาค หรืออาจจะเลือกไปร่วมงานอาสาสมัครต่างๆ ตามความสามารถและความสนใจของคุณ และไม่จำเป็นต้องรอให้หายจากอาการอกหักแล้วค่อยทำประโยชน์เพื่อคนอื่น คุณสามารถช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากหรือลำบากกว่าคุณในเวลานั้นได้ เพราะยิ่งคุณเห็นความลำบากและความสูญเสียของคนอื่น คุณก็จะได้มองออกนอกตัวเอง และเห็นว่าความทุกข์ของคุณนั้นเป็นเรื่องเล็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น

โดย วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
กรุงเทพธุรกิจ / กระปุกดอทคอม

Thursday, August 29, 2013

5 วิธีทำใจให้ได้ผลเวลาอกหัก




1. อย่าพยายามได้ยินเสียงเขาหรือรับโทรศัพท์เขา
     การได้ยินเสียงของเขาจะทำให้คุณคิดถึงเขาและยังคงห่วงหาอาทรเขาอยู่ แล้วคุณจะไปไหนไม่ได้คุณจะก้าวออกมาจากความเสียใจที่มีไม่ได้เพราะมัวแต่คิดถึงเขาแต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ SMS แทนจะดีกว่า 

2. ทิ้งทุกอย่างที่ทำให้คุณคิดถึงเขา
     ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย ของใช้ หรือแม้แต่เพลงที่ฟังแล้วทำให้คิดถึงเขา และพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คุณกับเขาเคยไปด้วยกันจะดีที่สุด  หรือถ้าทิ้งไม่ได้ก็พยายามเก็บไว้ให้ห่างจากสายตาของคุณสักพัก จนกว่าจะแน่ใจแล้วว่าคุณหายดีแล้ว เพราะถ้าคุณยังคงเห็นมันก็จะเป็นการตอกย้ำความเสียใจของคุณอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นหากทิ้งได้ก็ทิ้งมันไปเถอะนะ

3. อย่าพยายามตอกย้ำอกหักซ้ำซาก
     อย่ามัวแต่นอนซมอยู่บนเตียงเพราะพิษรัก ประมาณว่าฉันยังคงรักเพียงแต่เธอหรือมันยังอินในหัวใจ มันไม่ได้ช่วยรักษาให้คุณดีขึ้นแต่มันจะเป็นการทำลายมากกว่าพยายามลุกขึ้นมาจากเตียงให้ได้แล้วหาอะไรที่คุณทำแล้วสบายใจจะดีกว่า ถ้าอยากระบายให้หาเพื่อนคุยและระบายทุกอย่างที่อยากระบายให้เพื่อนฟัง ไม่ต้องเกรงใจเพื่อนเพราะในช่วงเวลาแบบนี้เพื่อนจะเป็นคนที่ช่วยให้เราผ่านพ้นไปได้

4. พยายามคิดถึงสิ่งแย่ๆ ที่เขาได้ทำ
     แน่นอนว่าคุณอยากให้จบลงด้วยดีและหวังเป็นเพื่อนกันได้ แต่หากว่านั่นมันรังแต่จะทำให้คุณขมขื่นใจก็อย่าทำ ไม่ได้ให้เกลียดแต่ลองนึกดูว่าสิ่งที่คุณให้เขาและสิ่งที่ได้กลับมามันคืออะไร  เพราะถ้าเขารักคุณจริงเขาคงไม่ทำร้ายคุณหรอก จริงมั๊ย

5. ออกไปหาสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต
     การจมอยู่กับสภาพแงวดล้อมเดิมๆ สิ่งเดิมๆ มันจะทำให้คุณก้าวไปไหนไม่ได้ หรือเริ่มต้นใหม่ไม่ได้  เพราะคุณจะยังคงคิดถึงเขาอยู่อย่างนั้น ออกไปในที่ที่ไม่เคยไป ทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำตอนอยู่กับเขา  การได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการเปิดหูเปิดตาของคุณให้กว้างขึ้น บางทีคุณอาจจะพบว่าชีวิตคุณน่าจะดีกว่านี้ถ้าคุณเลิกกับเขาไปได้ตั้งนานแล้ว

แหล่งที่มา  http://planet.kapook.com

Tuesday, August 27, 2013

12 ประเภทกาแฟ ชอบดื่มแบบไหน มาทายนิสัยกัน !




กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตอีกชนิดหนึ่งที่มีคนนิยมดื่มกันมากมายทั่วโลก และบางคนก็ถึงขั้นติดงอมแงม ต้องกินทุกวันไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการปวดหัว และมีอารมณ์หงุดหงิดได้ง่าย ๆ อีกทั้งกาแฟก็ยังมีรสชาติมากมายให้เลือกดื่ม ก็เลยเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ แต่ทราบไหมคะว่ากาแฟแต่ละประเภทก็มีความหมายแตกต่างกัน Doghouse Diaries เขาก็เลยนำความหมายของกาแฟในแต่ละประเภทมาทายนิสัยของคนดื่มให้ได้รู้ ส่วนคอกาแฟแต่ละคนจะมีนิสัยแบบไหน มาดูกันเลยค่ะ

 1.  เอสเพรสโซ่

             คุณเป็นคนอัธยาศัยดี และค่อนข้างปรับตัวเข้ากับสถานการณ์รอบข้างเก่ง หลงใหลรสชาติเบาบางของกาแฟ แต่ให้สัมผัสและกลิ่นหอมหวานน่ากิน

2.  ดับเบิลเอสเพรสโซ่

             คอกาแฟรสเข้มข้นอย่างกาแฟดับเบิลเอสเพรสโซ่ เป็นคนประเภทเอาจริงเอาจัง ขยัน ชอบทำงาน และแข็งแกร่งต่อปัญหาและอุปสรรคทุกอย่าง

3.  ทริปเปิลเอสเพรสโซ่

             ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟแก้วนี้มักจะเป็นคนกระตือรือร้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนย้ำคิดย้ำทำ ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะรสชาติเข้มข้นของกาแฟที่ดื่มเข้าไป

4.  มอคค่า

             คนที่ชอบดื่มมอคค่าเป็นคนที่รักความสนุกสนาน และมีความคิดสร้างสรรค์ดี แม้จะไม่ค่อยชอบรสชาติของกาแฟสักเท่าไร แต่ก็จำใจต้องกินเพราะง่วงซะมากกว่า

5.  ลาเต้

             คุณเป็นคนช่างคิด แต่ก็ไม่เด็ดขาด ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย คุณจะไม่ค่อยกล้าตัดสินใจทำอะไรเท่าไร เป็นคนประเภทปลอดภัยไว้ก่อน

6.  คาปูชิโน่

             คุณเป็นคนอบอุ่น แต่ไม่ค่อยระมัดระวังตัว เป็นคนโก๊ะ ๆ หน่อย แบบที่เพื่อนต้องคอยเตือนให้เช็ดครีมที่เลอะปากหลังจากดื่มกาแฟทุกครั้ง

7.  มัคคิอาโต

             คุณเป็นคนค่อนข้างหัวโบราณ และรักนวลสงวนตัว และสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดเมื่อดื่มกาแฟมัคคิอาโตก็คือ คราบฟองนมที่ติดริมฝีปากจนดูคล้ายกับหนวดดี ๆ นี่เอง

8. กาแฟเย็น

             คุณเป็นคนเปิดเผยจริงใจ กล้าแสดงออก และรักอิสระสุด ๆ แถมยังหลงใหลการดูดกาแฟเย็น ๆ ผ่านหลอดเป็นชีวิตจิตใจอีกด้วย

9.  อเมริกาโน่

             คุณเป็นคนใจเย็นและค่อนข้างมีเหตุผล ชอบใช้ชีวิตง่าย ๆ อย่างเช่น ไปปิกนิกที่สวนสาธารณะ ชมนก และจิบกาแฟ เป็นต้น

10. เฟรปปูชิโน่

             คุณเป็นคนอารมณ์ดี และค่อนข้างมีพลังในชีวิต หลงใหลรสชาติกาแฟอยู่บ้าง แต่จริง ๆ แล้วติดใจรสชาติไอศกรีมมากกว่า

 11. กาแฟทูโก (Coffee To-Go)

             คุณเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต และเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูง ส่วนใหญ่คนที่เลือกดื่มกาแฟแบบนี้จะชอบลักษณะของแก้วที่ดูแน่นหนามั่นคง เพราะมีกระดาษหุ้มกันความร้อนอีกชั้น

12. เอ็กซ์เพรสโซ่

             คุณฉลาดและน่ารำคาญในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามว่ากาแฟแบบนี้ต้องออกเสียงว่า "เอสเพรสโซ่" แต่ทุกครั้งที่สั่งคุณก็จะพูดว่า "เอ็กซ์เพรสโซ่" จริงไหมล่ะ ?

             ทั้งหมดนี้ก็เป็นกาแฟประเภทที่คนนิยมดื่มกันเป็นส่วนใหญ่ ได้อ่านกันแล้วคอกาแฟทั้งหลายรู้สึกยังไงกันบ้างคะ ตรงกับนิสัยของตัวเองกันบ้างไหมเอ่ย ?


แหล่งที่มา  http://horoscope.kapook.com