Showing posts with label เรื่องน่ารู้. Show all posts
Showing posts with label เรื่องน่ารู้. Show all posts

Saturday, December 7, 2019

5 อาการยามลูกป่วย ต้องหมั่นสังเกต


        ขณะที่ลูกยังเล็กสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยคือ อาการเจ็บป่วย เพราะนอกจากลูกน้อยจะโยเย ไม่สบายเนื้อตัวแล้ว ลูกไม่สามารถบอกอาการให้รู้ว่าเจ็บตรงไหน รู้สึกอย่างไร ฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะรู้ได้คือ การสังเกตของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

กินได้น้อย

         จากที่เคยกินได้เก่ง กินได้ดี เปลี่ยนเป็นกินได้น้อย หรือแทบไม่กินเลย เป็นอาการเริ่มต้นของการป่วยค่ะ พยายามป้อนนมหรือน้ำให้ลูกบ่อย ๆ จะให้จิบจากช้อน หรือดูดจากขวดก็ได้ การให้นมกับน้ำบ่อย ๆ จะช่วยให้ร่างกายของลูกไม่ขาดน้ำ


สังเกตเพิ่มเติม

         ควร สังเกตด้วยว่า ภายในปากของลูกมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เช่น มีแผลที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้มหรือไม่ เพราะการมีแผลในปากก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ลูกไม่อยากกินนมหรืออาหาร และหากไม่มั่นใจกับปัญหาที่เกิด ควรพาลูกน้อยไปพบคุณหมอ เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขปัญหา


ตัวร้อน

         อุณหภูมิ ในร่างกายที่เกิน 37 องศาเซลเซียสเป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายกำลังเจ็บป่วย ร่างกายเองก็มีภูมิต้านทานโรค ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคในร่างกายที่จำเป็นทุกส่วน และขับถ่ายของเสีย พิษของเชื้อโรคออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น อวัยวะทุกส่วนของร่างกายจึงทำงานมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เราตัวร้อนนั่นเอง


สังเกตเพิ่มเติม

         หากมีไข้สูง (เกิน 38 องศาเซลเซียส) ติดต่อกันเกิน 24 ชั่วโมง จะเป็นอันตราย ในเด็กเล็กบางคนอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่เคยมีประวัติการชักในช่วงเด็ก ๆ อาจจะเกิดขึ้นกับลูกได้ (แต่ไม่เสมอไป) ดังนั้น เมื่อลูกเริ่มมีไข้ควรลดไข้ด้วยการหมั่นเช็ดตัว และคอยจดบันทึกอุณหภูมิ ถ้าไข้ไม่ลดลง หรือสูงขึ้นควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว


มีเสมหะ

         เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ จนมีการกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินหายใจสร้างเสมหะขึ้น และจะค่อย ๆ หายไปเกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กตัวเล็ก ๆ จนถึงเด็กโต เสมหะไม่ได้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค เมื่อการติดเชื้อลดลง หากเป็นภายใน 2-3 วัน แล้วอาการค่อย ๆ ดีขึ้น ก็วางใจได้ว่า ลูกเป็นหวัดธรรมดา ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอันตรายร้ายแรง


สังเกตเพิ่มเติม

         หากลูกมีเสมหะพร้อมกับอาการร่วมอื่น ๆ อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าป่วย เช่น หายใจเร็ว ชายโครงหรือหน้าอกบุ๋ม เวลาหายใจ ซึมลง ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม ร้องไห้ งอแง ไม่ยอมกินนม อาเจียน คุณแม่สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่า ลูกเราอาจไม่ได้เป็นไข้หวัดธรรมดา ควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว


ไอ

         อาการไอเป็นกลไกของการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย  พบได้ในเด็กเล็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ได้จากแม่เริ่มหมดลง ลูกมีโอกาสรับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น หากมีอาการไอติดต่อมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจเป็นการไอเรื้อรังได้ เป็นสาเหตุทำให้เราตัวร้อนนั่นเอง


สังเกตเพิ่มเติม

         ในช่วงขวบปีแรก เบื้อต้นยังไม่ควรใช้ยาแก้ไอ แต่ควรให้ลูกดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ จะช่วยให้เสมหะไม่เหนียว หากลูกไอแล้วสำรอกเสมหะออกมาก็จะดีขึ้น ที่สำคัญ ควรให้ลูกพักผ่อนเพียงพอ และสวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นร่างกายด้วยค่ะ


เสียงหายใจ

         การที่ลูกนอนหายใจเสียงดัง สาเหตุส่วนใหญ่ เกิดจากการพัฒนาของอวัยวะในส่วนทางเดินลมหายใจ เช่น หลอดลม ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ เมื่อลูกนอนหงาย หรือในบางรายที่เนื้อเยื่ออ่อนอยู่ด้านหน้าของทางเดินหายใจยังไม่แข็งแรง ร่วมกับต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งชื่อว่า "ต่อมอะดีนอยด์" ที่อยู่ในบริเวณนั้นตกลงไปขัดขวางทางเดินลมหายใจ จึงทำให้ลูกหายใจแล้วมีเสียงดัง แต่เมื่อเนื้อเยื่อด้านหน้าหลอดลมแข็งแรงขึ้น ประกอบกับต่อมอะดีนอยด์เองก็เล็กลง เสียงที่ดังก็จะหายไป


สังเกตเพิ่มเติม

         ในกรณีที่มีความผิดปกติ เช่น หายใจเสียงดัง มีริมฝีปากเขียวคล้ำ เล็บเขียวคล้ำ แสดงให้เห็นว่าลูกอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจไม่สะดวก หรืออาจมีของติดหรือขวางทางเดินหายใจ ควรตรวจดูคอและจมูก และหากไม่พบสิ่งผิดปกติแต่ยังมีอาการอีก ควรพาลูกไปพบคุณหมอค่ะ

         สิ่งที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาเรื่องสุขภาพของลูกรุนแรง เป็นปัญหาบานปลายได้ก็คือ การเป็นคุณแม่นักสังเกตนั่นเองค่ะ



เรื่อง : แม่น้อยอู๋
แหล่งที่มา  Mother&Care, http://baby.kapook.com

Wednesday, December 4, 2019

ผู้หญิงชอบมองอะไรในตัวผู้ชายก่อนเป็นอันดับแรก ๆ ?


          เมื่อผู้หญิงพบเจอหนุ่ม ๆ เป็นครั้งแรก พวกเธอมักจะมองอะไรในตัวผู้ชายก่อนเป็นอันดับแรก ๆ กันบ้างนะ

          ความประทับใจเมื่อแรกเห็นหรือ First Impression นั้นถือเป็นสิ่งที่มีผลเป็นอย่างมากเมื่อคนสองคนได้พบเจอกันครั้งแรกโดยที่ยังไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าในบรรดาผู้หญิงทั้งหลายพวกเธอก็จะมักมีจุดโฟกัสว่าจะมองผู้ชายที่อะไรเป็นอันดับแรกก่อนที่จะตัดสินใจว่าพวกเธอควรสนใจผู้ชายคนนั้นหรือไม่ และนี่คือ 6 สิ่งที่ผู้หญิงมักมองในตัวผู้ชายเป็นอันดับแรก ๆ มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

1. ใบหน้า
          แน่นอนว่าไม่ใช่เฉพาะสาว ๆ เท่านั้น เพราะไม่ว่าใครก็คงต้องมองหน้าก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อพบปะผู้คน แต่ในด้านความมีเสน่ห์ต่อสายตาสาว ๆ นั้นใบหน้าก็ถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญอันดับแรก ๆ เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องมีใบหน้าอันหล่อเหล่าดังเทพบุตรหรือดาราซุปตาร์เสมอไป เพราะสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการก็คือผู้ชายที่ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้า หรวดเครา ทรงผม ที่ดูเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้าน ไม่ปล่อยหนวดเครารกรุงรัง แม้จะไว้หนวดเคราแต่ถ้าเหมาะกับโครงหน้าก็ถือว่าเข้าท่าเช่นกัน


2. รอยยิ้ม
          ถัดจากใบหน้าสิ่งที่สาว ๆ จะเห็นก็คือรอยยิ้มของคุณที่เป็นการแสดงออกให้พวกเธอเห็นว่าคุณเป็นผู้ชายที่มีความเป็นมิตร อ่อนโยน อารมณ์ดี ยิ่งถ้าบวกกับแววตาและท่าทางอันเป็นมิตรของคุณด้วยแล้วมันจะช่วยให้ดูมีเสน่ห์ขึ้นเยอะเลยล่ะ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าหากคุณยิ้มจนเห็นฟัน จะต้องมั่นใจด้วยว่าคุณมีฟันที่สะอาด เพราะนั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าคุณเป็นผู้ชายที่ดูแลตัวเองหรือไม่

3. รูปร่าง

          อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คุณดูมีเสน่ห์ในสายตาของสาว ๆ ก็คือรูปร่างของคุณ ถึงแม้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มักชอบผู้ชายหุ่นดีหล่อล่ำ แต่ถึงแม้คุณจะไม่มีกล้ามล่ำบึก หรือเป็นคนอวบอ้วน ก็ยังสามารถดูมีเสน่ห์ได้ถ้าหากคุณแต่งตัวเลือกใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปร่างตัวเอง ก็จะสามารถกลายเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ได้

4. การแต่งกาย


          ไม่ว่าคุณแต่งกายอย่างไร สไตล์ไหน นั่นก็เป็นสิ่งที่ผู้หญิงอาจใช้ตัดสินความเป็นตัวคุณเมื่อแรกพบ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนบ่งบอกสไตล์และความเป็นตัวคุณได้ และนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สาว ๆ ใช้ประกอบในการตัดสินใจว่าคุณคือผู้ชายที่เหมาะกับพวกเธอหรือไม่

5. ความสะอาด

          นอกจากรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายแล้ว ความสะอาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงไม่เคยมองข้ามเช่นกัน ซึ่งความสะอาดนี้คือทั้งร่างกายและเสื้อผ้าที่ดูรวม ๆ แล้วผู้หญิงควรรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนสะอาด มือไม่สกปรก เล็บไม่ดำ กลิ่นตัวไม่แรง หรือถ้าใช้น้ำหอม กลิ่นของน้ำหอมก็จะส่งผลต่อการดึงดูดสาว ๆ ได้เช่นกัน

6. บุคลิก

          แน่นอนว่านอกจากสิ่งต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว บุคลิกก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้ และสาว ๆ ก็จะใช้มันเป็นส่วนหนึ่งสำหรับตัดสินคุณ ว่าผู้ชายที่บุคลิกแบบนี้จะถูกใจและเหมาะสมกับพวกเธอหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทาง มารยาท รวมทั้งการใช้คำพูดและน้ำเสียงที่คุณแสดงออกมาเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอและผู้อื่น

          อย่างก็ตามถึงแม้ว่าสุดท้ายการที่สาว ๆ จะตัดสินใจรักใครนั้นก็ต้องดูจากนิสัยใจคอและความเข้ากันได้ด้วย แต่สิ่งที่ผู้หญิงสามารถมองได้จากภายนอกเมื่อพบกันครั้ังแรกก็ถือว่าเป็นประตูด่านแรกที่พวกเธอจะตัดสินใจว่าผ่านหรือไม่นั่นเอง

ข้อมูลจาก realmenrealstyle.com, mensxp.com, themodernman.com

Friday, November 29, 2019

เมื่อแมวท้องเสีย...จะเป็นอะไรมากไหมนะ ?



 เมื่อแมวท้องเสีย...จะเป็นอะไรมากไหมนะ ? (Cat Magazine)

อาการท้องเสียในแมวเป็นเรื่องที่พบได้ค่อนข้างบ่อย ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของทางเดินอาหารและสามารถหายเองได้ หรือเกิดจากการติดเชื้อโรคที่รุนแรงและนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด

อาการที่บ่งบอกว่าแมวมีอาการท้องเสีย ได้แก่ ?

          ถ่ายเหลวเป็นน้ำ และถ่ายบ่อย
          มีเลือดหรือมูกปนมากับอุจจาระ
          มีอุจจาระเลอะเปรอะเปื้อนบริเวณก้อน
          มีไข้
          เบื่ออาหาร
          มีอาการปวดท้อง
          น้ำหนักตัวลดลง
          ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย
          มีอการอาเจียน

อะไรที่เป็นสาเหตุให้แมวท้องเสียได้บ้าง 

          สาเหตุนั้นมีมากมาย ตั้งแต่เรื่องธรรมดา ๆ เช่น การเปลี่ยนอาหารอย่างกะทันหัน ก็อาจทำให้ทางเดินอาหารของแมวปรับตัวไม่ทัน จึงทำให้ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมทำได้ไม่ดี หรือการให้แมวกินนมวัว ซึ่งโดยปกติแล้วแมวไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมวัวได้ จึงเป็นเหตุให้ท้องเสีย เป็นต้น

          นอกเหนือจากนี้ "ความเครียด" ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แมวท้องเสียได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัย หรือการมีสมาชิกตัวใหม่เข้ามาในครอบครัว ซึ่งอาการท้องเสียจากสาเหตุเหล่านี้ แมวจะสามารถปรับตัวและหายเองได้ เพียงแต่จะต้องอาศัยเวลาเท่านั้น

          แต่สำหรับอาการท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อหรือโรคบางอย่างนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์ ได้แก่

          การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต ในทางเดินอาหาร
          ภาวะลำไส้อักเสบ
          เนื้องอกหรือมะเร็งในลำไส้
          โรคเกี่ยวกับตับอ่อน
          ไฮเปอร์ไทรอยด์ หรือโรคเกี่ยวกับฮอร์โมนอื่น ๆ
          Feline leukaemia virus (ลิวคีเมีย)
          Feline immunodeficiency virus (เอดส์แมว)

ควรทำอย่างไร เมื่อแมวท้องเสีย ?

          อย่างแรกที่ควรทำ เมื่อเหมียวมีอาการท้องเสีย คือการจำกัดบริเวณให้แมวอยู่แต่ภายในบ้านหรือบริเวณจำกัด เพื่อง่ายต่อการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และควรงดการให้อาหารภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อเห็นว่าแมวมีอาการท้องเสีย โดยให้แต่น้ำสะอาดและน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำส่วนที่เสียไปกับอุจจาระ เมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้ว อาจเริ่มให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับแมวท้องเสีย (มีหลายยี่ห้อในท้องตลาด) โดยให้กินทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง ประมาณ 4-6 มื้อต่อวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

          พร้อมกันนี้ให้สังเกตการขับถ่ายของแมวภายใน 48 ชั่วโมง ถ้าหากแมวยังคงมีอาการท้องเสียต่อเนื่องหรือมีอาการอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น อาเจียน ถ่ายมีเลือดปน ควรรีบนำไปพบสัตวแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แท้จริงและทำการรักษา ซึ่งอาจต้องมีการตรวจเลือด เอกซเรย์ เพิ่มเติมโดยการรักษาจะเป็นไปตามสาเหตุและอาการ ได้แก่ การให้ยาฆ่าเชื้อ ยาลดอักเสบ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาแก้อาเจียน สารน้ำ และอิเล็คโทรไลต์ เป็นต้น

          นอกจากนี้ เจ้าของควรจะต้องระมัดระวังและทำความสะอาดมือให้ดีหลังจากสัมผัสกับแมวที่มีอาการท้องเสีย หรือทำความสะอาดสิ่งขับถ่ายของแมว เพราะเชื้อโรค


https://pet.kapook.com/view16936.html

Wednesday, September 11, 2019

12 Tips..สร้างหนูเป็นเด็กมั่น



         ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่หัดให้ลูกทำอะไรเองบ้าง เพราะเรื่องนี้แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราหัดให้ลูกกินเอง เก็บของเล่นเอง แปรงฟัน อาบน้ำ ขี่จักรยานด้วยความสามารถของเขาเอง แม้จะล้มบ้าง เลอะเทอะบ้าง แต่อย่างน้อยความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ จะก่อเกิดขึ้น และเจ้าความรู้สึกแบบว่านี่ล่ะ จะกลายเป็นความรู้สึกนับถือตัวเอง และมั่นใจในตัวเอง (Self-Esteem) ในท้ายที่สุด

           Self-Esteem ที่ว่านี้ เราเริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่เป็นเด็กแบเบาะ สังเกตง่าย ๆ ว่า เจ้าตัวน้อยกำลังคืบคลานกระดืบๆ อยู่กับพื้น ถ้าเราลองเอาของเล่นไปวางไว้ข้างหน้า เขาจะรีบคลานๆๆๆ จนกว่าจะคว้าสิ่งของนั้นไว้ได้ และเมื่อเขาคว้าได้ ตาเขาจะเป็นประกายแห่งชัยชนะที่เปื้อนสุข และความรู้สึกนั้นแหละที่เขาเรียกว่า การนับถือตัวเองที่สามารถทำได้ และเมื่อลูกได้หัดได้ลองทำอะไรตามกำลังความสามารถของตัวเองอยู่บ่อย ๆ ต่อไปเขาจะเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขามากขึ้น จนเรียกว่าเป็นคนที่นับถือในคุณค่าและความสามารถของตัวเอง สะสมมากเข้า ๆ อีกหน่อยก็กลายเป็นหนุ่มสาวมั่นยุคใหม่ไปในทันที

มาดูว่า 12 วิธีสร้างลูกให้เป็นหนุ่มสาวมั่น

เด็กวัย 1-2 ขวบ

           เด็กวัยนี้ก็เหมือนเด็กทารก ที่ยังต้องการความรัก การเอาใจใส่จากเรามากมาย ถ้าจะสร้าง Self-Esteem ให้ เราต้องเริ่มต้นให้ลูกรู้ก่อนว่า เรารักเขามากแค่ไหน และเขามีคุณค่าในตัวเองแค่ไหน เมื่อเขารู้สึกเป็นที่รักแล้ว ความรู้สึกภูมิใจ อบอุ่นใจจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเด็กนับถือตัวเอง และมั่นใจเกินร้อย

          1.ใช้เวลาด้วยกัน แค่มีเวลากับลูก นั่งๆ นอนๆ ด้วยกัน นั่งกอดกันบนโซฟา ลูบผมลูกขณะนั่งรถไปด้วยกัน กิจกรรมแบบสบายๆ อย่างนี้ช่วยให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเอง และมั่นคงในจิตใจได้แล้ว พอเขารู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ก็จะมีความเชื่อมั่นที่จะออกไปเรียนรู้โลก เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองต่อไป

          2.อ่านนิทานให้ลูกฟัง การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน จะช่วยให้ลูกมีไอเดียบรรเจิด หนำซ้ำยังรู้สึกถึงความรัก ที่ส่งผ่านจากเสียงที่ตั้งอกตั้งใจเล่าให้ฟังด้วย

          3. เป็นนายตัวเอง ลองให้ลูกตัดสินใจด้วยตัวเอง เช่น วันนี้อยากกินอะไร เมื่อลูกบอกความต้องการมาแล้ว ก็ต้องเคารพความคิดเห็นเขาด้วย

           ต่อไปลองเสนอทางเลือกให้ลูกเลือก เช่น หมั่นถามลูกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง เช่น จะอาบน้ำก่อน หรือกินข้าวก่อน หรือจะดูการ์ตูนก่อน หรือออกกำลังกายก่อน แค่ลองให้ลูกคิด ต่อไปลูกจะเริ่มมั่นใจในความคิด และนับถือความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหลุดจากวินัยที่คุณวางไว้ แค่ใช้ให้เหมาะกับเวลา และตัวเลือกนั้นให้อยู่ในกิจกรรม หรือตารางประจำวันของลูกเท่านั้นเอง

          4. มอบหมายงานเล็ก ๆ ให้ เมื่อ ลูกทำได้สำเร็จ ก็ภูมิใจในความสามารถตัวเอง แล้วพอโตขึ้นงานใหญ่ ๆ แค่ไหนก็ไม่หวั่น..อย่างกินข้าวด้วยตัวเอง จับช้อน หยิบส้อมแม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะปลื้มกับสิ่งที่ทำได้ จากนั้นลองฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างใส่เสื้อ ใส่กางเกง ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือหยิบของเล็กๆ น้อย ๆ ให้เรา งานเล็ก ๆ แบบนี้ล่ะสร้างความมั่นใจ และนับถือตัวเองได้มากทีเดียว

เด็กวัย 2-3 ขวบ

           วัย นี้ค่อนข้างเริ่มเป็นตัวของตัวเองสูงแล้ว ดังนั้นจะต้องทำตัวแบบว่า...แม่ไม่บังคับหนูหรอก แต่ขอแจมสิ่งที่หนูกำลังสนใจอยู่หน่อยได้ไหม กิจกรรมที่เราสามารถสร้าง Self-Esteem ให้ลูกวัยนี้ได้คือ

          5. กินไปเม้าท์ไป การ คุยกับลูกตอนเย็น ๆ อย่างเวลากินข้าว ช่วยให้เรารู้ความเป็นไปของเขาในวันนั้น อย่างสมมติวันนี้ลูกอารมณ์บ่จอยจากเพื่อน ๆ มา เราก็แค่แนะ ๆ ว่า "อือม์...ลูกจ๋าวันนี้หน้าบึ้งจัง เป็นอะไรเหรอ?" แค่ประโยคเอาใจใส่แบบนี้เองที่ช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกเป็นที่รัก

          6. นักแสดงตัวน้อย เมื่อลูกเกิดอยากแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง หรืออยากเต้นระบำขึ้นมา โอกาสทองมาเยือนแล้วล่ะ เพราะเราสามารถตั้งคำถามถึงสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ และถามต่อไปด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง เช่น "ลูกจ๋า...แม่ว่าชุดเจ้าหญิงหนูสวยจัง หนูว่าไงจ๊ะ" หรือ "โอ้โห้...เต้นเก่งอย่างนี้ หนูว่าเพื่อน ๆ จะชมหนูเหมือนแม่ชมไหมเนี่ย" แค่เพียงคำถามกระตุ้นต่อมความเชื่อมั่นในตัวเองแบบนี้ ก็ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมั่นได้แล้ว

          7. อัลบั้มรูปเตือนใจ นำอัลบั้มรูปสมัยลูกยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาดูด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ที่มาที่ไปของตัวเอง และเพื่อให้ลูกรู้ว่า ลูกมีความหมายกับเรามากแค่ไหน เราถึงต้องเก็บรูปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง

          8. เกมแห่งความประทับใจ เกมนี้สนุกอย่าบอกใคร แค่ถามลูกว่า เขาชอบไปเที่ยวที่ไหนกับพ่อแม่มากที่สุด หรือวันเกิดที่ผ่านมาเขาชอบของขวัญชิ้นไหนที่สุด แค่นี้เองก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกดี ๆ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งรู้สึกดี ๆ กับตัวเองด้วย

          9. วันนี้วันดี อีกหนึ่งเกมที่สนุกไม่แพ้กัน แค่เธอเซ็ตวันใดวันหนึ่งของอาทิตย์ให้เป็น "วันดีเดย์" คือวันแห่งความดี โดยให้ลูกฟังแต่เรื่องดี ๆ จากเราว่า วันนี้ลูกทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราบ้าง อย่าง "วันนี้หนูน่ารักมากจ้ะที่ช่วยแม่หยิบช้อน ส้อมมาวางบนโต๊ะ" หรือ "แม่ภูมิใจที่ลูกไม่งอแงเลยในวันนี้" แค่ประโยคหวานหูแบบนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ และรู้สึกเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว

          10. เล่นซ่อนหา เอาของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่หรือของขวัญตอบแทนที่ลูกทำดีไปซ่อนไว้ ให้ลูกควานหาอย่างสนุกสนาน พอเจอของขวัญชิ้นพิเศษนั้น ๆ ลูกจะรู้สึกว่า พ่อแม่รู้สิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นดีแค่ไหน และมีคุณค่าต่อเราและต่อตัวเองแค่ไหน

          11. ให้ลูกช่วยงานบ้าน เช่น ช่วยกรอกน้ำใส่ขวด หรือล้างช้อนส้อม หยิบผัก หยิบไข่ เช็ด ๆ ถู ๆ โต๊ะกินข้าว งานแบบนี้ล่ะจะช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่า เรื่องแค่นี้ลูกทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย..

          12. ทำกิจกรรมหลากหลาย เด็กวัยนี้ความสนใจยังไม่ชัดเท่าไร แต่ถ้าให้ลูกได้เล่นกิจกรรมหลากหลาย นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้ว่าชอบอะไร เหมาะกับอะไร และถนัดทำอะไรแล้ว กิจกรรมนั้น ๆ ยังสอนให้ลูกรู้ด้วยว่า คนเรามีทางเลือกมากมายให้กับชีวิต เมื่อลองทำกิจกรรมนี้แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล แต่อย่างน้อยยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่ดาหน้าให้ลูกประลองฝีมือ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกลองไปเลย...ไม่ว่าจะเล่นต่อไม้บล็อก จิ๊กซอว์ ปั้นแป้งโดว์ วาดรูป ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก ฯลฯ ทุกกิจกรรม ช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องความสามารถของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น



โดย: คุณนายไฮโซ
แหล่งที่มา  รักลูก, http://baby.kapook.com/view23828.html

Friday, November 24, 2017

เผย 10 สิ่งที่ผู้หญิงอยากให้ผู้ชายรู้ แต่ไม่กล้าบอกออกไป




          10 สิ่งที่ผู้หญิงอยากให้ผู้ชายรู้ แต่ไม่กล้าบอกออกไป เพราะเรื่องบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผู้ชายควรรู้ด้วยตัวเอง มาดูกันดีกว่าว่ามีเรื่องใดบ้าง...

          เป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ทั้งเรื่องของรูปร่าง จิตใจ รวมไปถึงความคิดความอ่าน และลักษณะนิสัย ซึ่งหากหนุ่ม ๆ จะคบหาดูใจ หรือเริ่มต้นความสัมพันธ์กับสาวคนไหนสักคน ก็ต้องศึกษานิสัยใจคอกันให้ดี ๆ ควรรู้จักตัวตนที่แท้จริงของผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นคนอย่างไร แต่บางครั้งพวกเธอก็ค่อนข้างจะเข้าใจยากไปสักนิด ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ จะทำอะไรก็กลัวไม่ถูกอกถูกใจสาวเจ้า ดีไม่ดีพาลถูกโกรธ ต้องมาทะเลาะกันอีก

          ซึ่งความจริงแล้ว ผู้หญิง ไม่ใช่เพศที่เข้าใจยากเลยครับ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความดูแลเอาใจใส่ และหมั่นสังเกตในจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือคุณอาจเป็นฝ่ายเปิดประเด็นถามเธอตรง ๆ ไปเลยว่ากำลังคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ถ้ามัวมานั่งเงียบลองเชิงกันไป มีหวังความสัมพันธ์ไม่คืบหน้า แถมยังมีท่าจะจบลงไม่ดีอีกด้วยครับ

          วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยได้นำความในใจของสาว ๆ ที่อยากให้คุณผู้ชายรู้ แต่ไม่กล้าบอกออกไป มาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนแล้ว ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ผู้หญิงเขาไม่กล้าบอกเท่านั้นเอง มาดูกันดีกว่าว่าสิ่งที่ผู้หญิงอยากให้ผู้ชายรู้มีอะไรบ้าง

          1. เธออยากให้คุณดูดี

          ผู้หญิงทุกคนก็อยากให้แฟนหนุ่มของตัวเองดูดีกันทั้งนั้น เพียงแต่บางเรื่องถ้าพูดมากไปก็จะกลายเป็นจู้จี้จุกจิก อย่างไรแล้วคุณผู้ชายก็ควรหมั่นดูแลตัวเองให้ดูดี ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม รวมไปถึงสุขภาพร่างกาย ไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ดูเซอร์จนเกินไป เพียงเท่านี้ รับรองว่าแฟนสาวประทับใจแน่นอน

         2. เธออยากให้คุณทำเซอร์ไพรส์บ้าง

          เรื่องนี้สาว ๆ คงไม่มีใครกล้าบอก เพราะถ้าบอกก็คงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์น่ะสิครับ ซึ่งความจริงแล้ว ผู้หญิงต่างก็อยากได้เรื่องเซอร์ไพรส์กันทั้งนั้น โดยคุณอาจเซอร์ไพรส์ในวันพิเศษ หรือเซอร์ไพรส์เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พอตื่นเต้นหัวใจ เท่านี้เธอก็แฮปปี้แล้ว

          3. เธออยากให้คุณรู้ใจ

          นอกจากเรื่องเซอร์ไพรส์แล้ว สิ่งที่ทำให้แฟนสาวดีใจได้อีก ก็คงเป็นเรื่องของของขวัญสุดพิเศษที่เธออยากได้พอดี ซึ่งผู้ชายหลาย ๆ คน ก็เดาใจแฟนไม่ถูกว่าควรจะซื้อของอะไร หรือจะทำอะไรให้เธอถูกใจดี ซึ่งนั่นก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่คุณหมั่นสังเกตว่าเธอชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ใช้ของแบบไหนบ่อย ๆ หรือมีของอะไรที่เธอชอบพูดขึ้นมาลอย ๆ บ้างหรือเปล่า เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอรู้ใจในสิ่งที่เธอต้องการแล้วล่ะครับ

         4. เธออยากเห็นมุมตลกเฮฮาของคุณ

          สาว ๆ ต่างก็ชอบผู้ชายที่อารมณ์ดี มีอารมณ์ขันกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเก๊กหล่อมาดเท่ตลอดเวลา เธอก็แค่อยากให้คุณเป็นตัวของตัวเอง มีมุมหลุด ๆ ฮา ๆ บ้าง ก็เป็นการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แถมยังช่วยสร้างสีสันให้กับชีวิตรักได้เป็นอย่างดีครับ

          5. เธออยากให้คุณทำอาหารให้รับประทาน

          จากผลสำรวจ พบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าผู้ชายมีเสน่ห์ และมีความเซ็กซี่มากขึ้นเมื่อได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น พ่อครัว บาริสต้า เชฟทำขนม เป็นต้น ยิ่งถ้าเธอได้รู้ว่าแฟนหนุ่มของตัวเองตั้งใจทำอาหารสักมื้อให้เธอรับประทานละก็ ก็จะยิ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก แต่หากใครที่ทำอาหารไม่เป็นเลยจริง ๆ ก็อาจซื้ออาหารอร่อย ๆ มารับประทานกันสักมื้อ แล้วสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้โรแมนติกด้วยการจุดเทียนสลัว ๆ พร้อมกับไวน์สักขวด หรือเสิร์ฟอาหารเช้าบนเตียง ก็โรแมนติกมากไม่แพ้กัน
 
           6. เธออยากให้คุณเป็นสุภาพบุรุษ

          ผู้หญิงทุกคนก็อยากให้แฟนของตัวเองเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ว่าใครก็ชอบคนที่จริงใจ รู้จักเสียสละ มีความรับผิดชอบ มีความอดทน มั่นคงในความรัก และหมั่นให้เกียรติกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งเวลาที่คุณได้เผยมุมสุภาพบุรุษของตัวเองออกมา ก็ยิ่งทำให้สาวประทับใจมากขึ้นเท่านั้นล่ะ

          7. เธออยากให้คุณให้เกียรติเธอ

          ความรัก และความสัมพันธ์จะดำเนินต่อไปได้ดีเมื่อต่างฝ่ายต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งรวมไปถึงการให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ นึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย รับฟังความเห็นของกันและกัน การชื่นชมยินดีพร้อมให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง ไม่ทำให้เธอเสียหน้าหรืออับอาย ไม่นำความลับหรือเรื่องไม่ดีของเธอไปเล่าต่อ ให้เกียรติเธอทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพียงเท่านี้เธอก็จะรู้สึกมั่นใจในตัวคุณมากขึ้นแล้วครับ

          8. เธอไม่อยากให้คุณมีความลับต่อกัน

          ผู้หญิงทุกคนต่างก็ไม่ชอบให้แฟนของตัวเองมีความลับปิดบังหรือมีเรื่องโกหกต่อกัน แม้ว่าบางเรื่องคุณอาจมองว่าไม่สำคัญ แต่หากเป็นสิ่งที่เธอได้รู้ภายหลัง หรือรู้จากคนอื่นนอกจากคุณ ก็คงจะไม่ดีแน่ ๆ ยังไงแล้วถ้ามีเรื่องอะไรให้เปิดใจคุยกันตรง ๆ จะดีที่สุดครับ
 
          9. เธออยากให้คุณเสมอต้นเสมอปลาย

          เพราะความรักไม่ได้มีเฉพาะแค่ช่วงเวลาโปรโมชั่น หากคุณอยากให้ความสัมพันธ์ราบรื่น ก็ควรดูแลให้ความรัก และความเอาใจใส่กันอย่างสม่ำเสมอ ช่วงแรกเคยหวานกุ๊กกิ๊ก โรแมนติกอย่างไร ปัจจุบันก็ให้เป็นอย่างนั้นไปตลอด ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ละเลย ทำตัวเสมอต้นเสมอปลายทั้งต่อหน้าและลับหลังตลอดช่วงเวลาที่คบกัน แค่นี้ก็ทำให้ผู้หญิงมีความสุขแล้ว

          10. เธออยากให้คุณบอกรักบ่อย ๆ

          ข้อนี้สาว ๆ ทุกคนต่างก็อยากได้ยินกันทั้งนั้น เพียงแต่เธออาจไม่กล้าบอกตรง ๆ กันสักเท่าไรนัก ถ้าอยากเอาใจแฟนสาวให้รักให้หลงคุณยิ่งกว่าเดิมก็อย่าลืมเติมเต็มความรักซึ่งกันและกัน หมั่นบอกคำว่ารักให้เธอฟังอยู่บ่อย ๆ พร้อมกับแสดงออกว่าคุณรักเธอมากแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว บอกรักด้วยการกระทำก็ย่อมดีกว่าคำพูดเสมอครับ

          เป็นอย่างไรบ้างครับกับสิ่งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ หวังว่าจะช่วยให้คุณรู้ใจแฟนสาวของคุณมากขึ้นนะครับ อย่างไรแล้วก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กับชีวิตรักของตัวเอง เพื่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ที่สำคัญหมั่นเติมความหวานให้กันและกันด้วยนะครับ

ข้อมูลจาก mantelligence.com, askmen.com
https://men.kapook.com/view182787.html





Reflection (n.)
คำอ่าน
คำแปล         การสะท้อน
I like the reflection of the sunshine on the water.
ฉันชอบการสะท้อนของแสงแดดบนน้ำ


Sunday, October 8, 2017

7 รูปแบบความรัก ที่คุณอาจเคยเจอมาแล้วในชีวิตจริง




         เชื่อว่าทุกคนก็คงเคยเจอกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กันบ้างแหละสักครั้งในชีวิต แต่คุณเคยรู้บ้างหรือเปล่าว่าความรักไม่ได้มีความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้นนะ เพราะยังมีรูปแบบความรักที่หลากหลายอยู่บนโลกใบนี้

          หากยังไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับความรัก 7 รูปแบบด้วยตัวคุณเอง แล้วมาดูกันนะคะว่าคุณเคยเจอความรักแบบไหนกันมาบ้าง



1. รักไม่สมหวัง

           แม้รักที่ไม่สมหวังจะมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ทรมานเกินคำบรรยาย และใครจะเข้าใจความรู้สึกได้ แต่ในความเจ็บปวดนั้นมันก็มีด้านดีอยู่ไม่น้อย เพราะคนส่วนใหญ่ที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ก็จะมีหัวใจที่แข็งแกร่งมากขึ้น และมีเหตุมีผลกว่าที่เคยเป็น อีกทั้งยังมาพร้อมกับความสามารถในการควบคุมอารมณ์ สติ และการกระทำได้มากขึ้นด้วย โดยอาจจะต้องแลกมาด้วยความอดทนสักนิด แต่ผลลัพธ์มันคุ้มค่าอย่างแน่นอน

2. รักบริสุทธิ์

           ส่วนความรักประเภทนี้จะไม่มีเรื่องเซ็กส์หรือแรงดึงดูดเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นเรื่องของใจล้วน ๆ โดยส่วนมากความรักแบบนี้มักจะปรากฏในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวหรือเพื่อน ที่ก่อเกิดจากการทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดความใกล้ชิด แล้วค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความรักกับคนที่เป็นแรงบันดาลใจ และผลักดันให้คุณได้พบเจอกับสิ่งที่ดีงาม

3. รักตัวเอง

           คุณเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่น่าสนใจบ้างหรือไม่ ? หากคำตอบคือไม่ ก็แสดงว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเห็นคุณค่าในตัวเองแล้วล่ะ และถึงเวลาแล้วที่คุณควรเผชิญหน้ากับความจริง โดยเริ่มจากรักตัวเองให้ได้ก่อนที่จะไปรักคนอื่น หากคุณไม่สามารถทำได้ ก็ลิสต์ข้อดี ข้อเสีย และนิสัยทั้งหมดของตัวเองออกมา แล้วจะรู้ว่าคุณก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นเลย ที่สำคัญอย่ากลัวที่จะกลายเป็นคนในอุดมคติของตัวเอง เพราะจุดนี้เป็นจุดสำคัญที่จะนำพาคุณไปสู่การถูกรักโดยใครสักคนบนโลกใบนี้

4. รักปรารถนา

           สำหรับความรักประเภทนี้หากจะอธิบายให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ก็คงต้องให้คุณจินตนาการตามไปว่าคุณกำลังตกหลุมรักหนุ่มหล่อที่คุณเจอทุกวันระหว่างเดินทางไปทำงาน และคุณไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าการปรารถนาจะได้สัมผัสหรือแตะต้องตัวเขา พร้อมกับมโนขึ้นมาในความคิดว่าเขากับคุณทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับตัวเขาทั้งสิ้น หรืออาจจะรู้แต่ก็ไม่มากพอ และคุณก็ไม่คิดจะสนใจในจุดนี้ด้วย นี่แหละคือรักปรารถนาที่เราพูดถึง

5. รักจากใจจริง

           คุณอาจจะเคยพบเห็นรักแบบนี้ในนิยาย ภาพยนตร์ หรือละครหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งความรักแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อคน 2 คน สูญเสียการควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ จนทำให้ทั้ง 2 อย่างแปรปรวนไปหมด และหากมีโอกาสได้คบหากันก็อาจจะกลายเป็นรักแท้ได้ หากต่างฝ่ายต่างมีความจริงใจให้แก่กัน คบกันด้วยความสุข และมีจิตวิญญาณที่ผูกพันกันแบบลึกซึ้ง

6. รักในวัยเด็ก

           เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านความรักในวันเด็กหรือ Puppy Love มาแล้วอย่างแน่นอน แต่ก็อาจเป็นรักที่ไม่ยืนยาวนักและหากจะมีก็คงน้อยมาก เพราะถึงแม้จะเป็นรักที่อยู่ในช่วงวัยหัวใจบริสุทธิ์ แต่ก็ยังอินโนเซนต์เกินไปที่จะรู้ได้ว่าความรักแบบหนุ่มสาวมันเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Puppy Love เรียกความรักระหว่างคุณกับสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย
         
7. รักข้างเดียว

           เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเคยประสบกับความรักประเภทนี้อย่างแน่นอน เพราะรักข้างเดียวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการหลงใหลชื่นชอบเซเลบริตี้คนดัง หรือศิลปินที่มีชื่อเสียงก็ตาม ที่สำคัญคุณก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ยังจินตนาการถึงอีกฝ่ายต่อไป โดยไม่สามารถหยุดความคิดไม่ให้คิดถึงอีกฝ่ายได้

           ไม่ว่าในชีวิตของแต่ละคนจะเคยเจอกับความรักประเภทไหนหรือรูปแบบใดมา จะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม ความรักก็ยังคงเป็นสิ่งสวยงามอยู่เสมอ และควรรักษามันไว้หากคุณเจอกับคนที่เขารักคุณอยู่เหมือนกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
womanitely.com และ huffingtonpost.com
https://wedding.kapook.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81-89152.html

Thursday, August 31, 2017

10 วิธีสร้างความสุขให้ชีวิต ฉบับคนโสด




        แม้ความรักแบบคนรักจะเป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิตสดใส สวยงาม และมีความสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนโสดจะไม่มีสิทธิ์มีความสุขเสียหน่อย เพราะทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ในแบบของตัวเอง

          โดยในวันนี้เราก็ขอนำ 10 วิธีสร้างความสุขให้ชีวิตสำหรับคนโสดมาฝากกัน เพื่อให้คนโสดมีความสุขกันถ้วนหน้านับจากนี้


1. ผ่อนคลายความเครียด

          ถึงแม้ตอนนี้จะโสดก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตสักหน่อย หรือหากมันเป็นความจริงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนัก แต่มันแย่แน่ ๆ หากทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการตามหาความรัก เพราะหากมีใครเดินผ่านเข้ามาในชีวิตสักคน คุณก็จะขาดความยับยั้งชั่งใจและยอมทนคบไปแม้จะร้ายกับคุณสารพัด ฉะนั้นในตอนนี้สิ่งที่ควรทำก็คือสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด หรืออยู่กับคนที่คิดว่าสามารถทำให้คุณสบายใจได้ดีกว่า

2. ดูแลครอบครัวและที่อยู่อาศัย

          ช่วงที่คุณกำลังโสดเป็นช่วงเวลาที่ดีมากสำหรับการใช้เวลาไปกับครอบครัว และดูแลตอบแทนสิ่งที่พวกเขาให้มาอย่างเต็มที่ หากมีเวลาว่างก็อาจจะเอาเวลาเหล่านั้นไปใช้ในการจัดเก็บสิ่งของ หรือทำความสะอาดบ้านด้วยก็ได้ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะทำให้ทั้งตัวคุณเองกับครอบครัวมีความสุขแล้ว ยังเหมือนได้บ้านใหม่เอาไว้พักผ่อนด้วย

3. ให้โอกาสตัวเอง

          เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ก็ควรชวนเพื่อน ๆ ออกไปสังสรรค์กันบ้าง และอย่าปิดโอกาสตัวเองหากมีเพื่อนแนะนำให้คุณรู้จักกับคนหน้าใหม่หรือสังคมใหม่ ๆ เพราะหนึ่งในคนเหล่านั้นอาจจะเป็นกามเทพที่ช่วยนำความรักมาให้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนที่อยากจะสานความสัมพันธ์กับคุณมากกว่าการเป็นเพื่อนก็ได้

4. เรียนรู้สิ่งใหม่

          ระหว่างที่กำลังโสดเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้เพิ่มความสามารถให้กับตัวเอง โดยการออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติม หากยังคิดไม่ออกว่าจะเรียนอะไรต่อไปดีให้เริ่มคิดจากสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบก่อน และหากมั่นใจแล้วว่ารู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ไม่ได้ทำตามกระแส ก็ให้ลงมือทำไปได้เลย ก่อนที่คุณจะสูญเสียเวลาเหล่านี้ไปโดยเปล่าประโยชน์

5. พบปะผู้คนใหม่ ๆ

          การพบปะคนใหม่ ๆ ควรเป็นสังคมใหม่และจะเปิดโอกาสให้กับคุณได้มากกว่า หากไม่มีกลุ่มเพื่อนเก่า ๆ ปะปนอยู่ด้วย เพราะในช่วงเวลานี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่นอกจากจะได้เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสังคมในแบบที่คุณไม่เคยเจอมาก่อนแล้ว ยังเป็นวิธีที่ช่วงขยายวงสังคมของคุณ เพื่อทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักมากขึ้น และอาจจะมีใครสักคนที่อยากเข้ามาทำความรู้จักกับคุณก็ได้

6. ออกกำลังกาย

          ช่วงที่กำลังโสดยังทำให้คุณมีเวลาว่างสำหรับออกกำลังกาย ซึ่งไม่ได้ทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณรู้จักร่างกายและความต้องการของตัวเองมากขึ้นด้วย พร้อมกันนี้การออกกำลังกายยังเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยสร้างความสุขอีกต่างหาก

7. ค้นหาความสามารถใหม่ ๆ

          ชีวิตที่ตามหาความรักมานาน อาจทำให้คุณลืมไปแล้วว่าคุณเคยทำอะไรได้บ้างที่ผ่านมา ฉะนั้นในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีใครและมีเวลาว่างมากมาย แทนที่จะนั่งเศร้ากับชีวิตโสด ควรใช้เวลาเหล่านี้ในการค้นหาว่าความสามารถของคุณมีอะไรบ้างดีกว่า เผื่อว่าความสามารถนั้นอาจจะมีประโยชน์กับการทำงาน การเรียน หรือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ในตอนนี้ก็ได้

8. โฟกัสกับสิ่งที่สนใจ

          ตอนนี้หากเป้าหมายในชีวิตไม่ค่อยชัดเจน ส่วนอนาคตก็ดูเลือนรางไปหมด ใช้ชีวิตให้หมดไปในแต่ละวัน ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะใช้เวลานี้กลับมาคิดเพื่อทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ภายใน 3-5 ปี นี้คุณจะทำอะไรบ้าง และมีวิธีการใดที่จะช่วยให้คุณสามารถเดินไปยืนอยู่ในจุดนั้นได้

9. พอใจกับสิ่งที่มี

          สาเหตุที่ทำให้คนโสดหลายคนเป็นทุกข์ตลอดมาคือการพยายามไขว่คว้าหาคนรัก เพราะอยากจะมีความรักเหมือนคนอื่น ๆ ทั้งที่จริงแล้วการมีคู่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คุณมีความสุขเสมอไป ซึ่งถ้าหากสามารถปล่อยวางในจุดนี้ได้ พอใจกับชีวิตและสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ในขณะนี้ คุณก็จะสามารถมีความสุขกับความโสดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

10. ออกไปหาสิ่งแปลกใหม่

          ในแต่ละสัปดาห์ให้คุณลองวางแผนดูว่าสามารถเดินทางไปที่ไหนได้บ้าง และสถานที่เหล่านั้นควรเป็นสถานที่ใหม่ ๆ ที่คุณไม่เคยไปมาก่อน หรือลองทำอะไรที่แตกต่างออกไปจากเดิมบ้าง แทนที่จะเสียเวลาไปกับการรอให้คนที่ใช่เดินเข้ามาในชีวิต แล้วการเปิดโลกใบใหม่ให้กับตัวเองในครั้งนี้ ก็จะทำให้คุณลืมการตามหาความรัก และสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในที่สุด

          การไม่มีคนรักก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครรักคุณเสียหน่อย เพราะอย่างน้อยก็มีเพื่อน ๆ และครอบครัวที่ทั้งรักและหวังดี ที่สำคัญการเป็นโสดก็ไม่ใช่โรคร้ายอะไร แถมยังมีข้อดีอีกมากมายเกินกว่าที่คุณคิด และคุณเองก็สามารถสัมผัสถึงความสุขของการมีชีวิตโสดได้ จาก 10 วิธีใช้ชีวิตแบบคนโสดให้มีความสุขที่เรานำมาฝากกันในวันนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
magforwomen.com และ elitedaily.com
https://wedding.kapook.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81-93984.html